เปลี่ยนแบตไอโฟน ซ่อมศูนย์หรือร้านตู้ดี?

เปลี่ยนแบตไอโฟน ซ่อมศูนย์หรือร้านตู้ดี?

ไอโฟนนั้นเป็นสมาร์ทโฟนในใจของใครหลาย ๆ คนก็ไม่ผิดนัก แต่พอใช้งานไปสักพัก ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมย่อมตามมา ก็ได้เวลา เปลี่ยนแบตไอโฟน อันเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้เป็นอันใหม่ให้เวลาใช้งานยาวนานขึ้นเท่าเดิม ณ จุดนี้หลายคนก็อาจจะคิดแล้ว ว่าจะเอาไปทำที่ iCare ที่เป็นศูนย์บริการของ Apple เลยดีไหม หรือจะพึ่งพาร้านตู้จะดีกว่า โดยเฉพาะคนที่ประกัน AppleCare อายุ 1 ปีหมดแล้ว ก็ย่อมคิดหาทางประหยัดเงินในกระเป๋าอย่างแน่นอน

วิธีดูสภาพแบตเตอรี่ว่าตอนไหนควร เปลี่ยนแบตไอโฟน ได้แล้ว

สำหรับผู้ใช้ไอโฟนที่อัพเดทเป็น iOS เวอร์ชั่น 11.3 หรือใหม่กว่าแล้ว จะมีฟังก์ชั่นใหม่ที่เรียกว่า Battery Health (Beta) เพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยมอนิเตอร์สภาพแบตเตอรี่ที่ติดตั้งเอาไว้ในเครื่องได้ง่าย ๆ และปัจจุบันก็อัพเดทเป็นเวอร์ชั่นสมบูรณ์แล้ว เริ่มต้นถ้าอยากรู้ว่าไอโฟนของเราสภาพ Battery Health นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ให้กดที่ Settings จากนั้นเลื่อนลงมาแตะที่คำว่า Battery เพื่อเข้าไปสู่หมวดการตั้งค่าเกี่ยวกับแบตเตอรี่

เปลี่ยนแบตไอโฟน

ที่มา https://notebookspec.com/web/595408-change-iphone-battery-cost

ในหมวดของ Battery จะมีคำสั่งย่อย 2 ส่วนด้วยกัน คือ Low Power Mode ช่วยให้เครื่องประหยัดแบตเตอรี่ยิ่งขึ้น แต่ก็ลดประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องลงไปด้วย ซึ่งผู้เขียนจะกล่าวต่อไปในเนื้อหาหัวข้อต่อไป และหัวข้อ Battery Health ที่เราสามารถแตะเข้าไปดูต่อได้

เปลี่ยนแบตไอโฟน

ที่มา https://notebookspec.com/web/595408-change-iphone-battery-cost

ใน Battery Health จะแสดงค่าว่าตอนนี้แบตเตอรี่ของไอโฟนสามารถใช้งานได้กี่เปอร์เซ็นต์ตรงหัวข้อ Maximum Capacity (ความจุสูงสุด) ซึ่งถ้าไอโฟนเครื่องนั้นยังใช้งานมาไม่นานจะอยู่ช่วง 95-100% ขึ้นอยู่กับนิสัยการใช้งานและชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องด้วย

เปลี่ยนแบตไอโฟน

ที่มา https://notebookspec.com/web/595408-change-iphone-battery-cost

ส่วน Optimized Battery Charging เป็นฟีเจอร์ที่ไอโฟนจะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของเรา ว่าในวัน ๆ หนึ่งของเราจะหยิบมือถือขึ้นมาใช้งานเมื่อไหร่ หยิบกลับไปชาร์จตอนไหนบ้าง โดยระบบจะพักการชาร์จแบตเตอรี่เอาไว้ราว 80% แล้วเลี้ยงแบตอยู่เรื่อย ๆ พอเราหยุดใช้เป็นเวลานาน ๆ เช่น ตอนเราเข้านอนแล้ว ระบบจะเริ่มชาร์จแบตเตอรี่จาก 80% ขึ้นไปจนเต็ม 100% พอตื่นมาแล้วเอามือถือไปใช้งานต่อได้เลย ซึ่งฟังก์ชั่นการชาร์จนี้จะคล้ายกับ Android หลาย ๆ รุ่นที่ชาร์จแบตอย่างรวดเร็วจนกลับมาเต็ม 80% ในเวลาสั้น ๆ แล้วผ่อนความเร็วชาร์จลง ซึ่งจะช่วยถนอมเซลส์แบตเตอรี่ให้เสื่อมช้าลง ฟีเจอร์นี้จะเปิดทำงานเอาไว้เสมอเป็นค่ามาตรฐาน และผู้เขียนแนะนำว่าควรเปิดทิ้งเอาไว้เลยจะดีที่สุด

             เรื่องน่ารู้และวิธีการถนอมแบตเตอรี่ของไอโฟน

การทดสอบจากสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของไอโฟนก้อนหนึ่ง มีอายุการชาร์จที่ 500 Cycle ซึ่ง 1 Cycle จะนับเมื่อแบตเตอรี่จาก 100% ลดลงจนเหลือ 0% จะนับเป็น 1 Cycle ซึ่งถ้าเป็นการใช้งานจริง เช่นถ้าเป็น 50% แล้วชาร์จจนเต็ม 2 ครั้ง ก็นับเป็น 1 Cycle เช่นกัน และเมื่อแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ ในหัวข้อ Peak Performance Capability ในหน้า Battery Health จะแสดงข้อความขึ้นมาแจ้งผู้ใช้ด้วย โดยหน้าจอ iPhone ฝั่งซ้ายมือจะแสดงข้อความ 2 ย่อหน้า ซึ่งมีข้อความว่า “Your battery’s health is significantly degraded.” ขึ้นมาเมื่อไหร่ แสดงว่าแบตไอโฟนของเราเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว แต่ถ้าเป็นหน้าจอขวาที่มีย่อหน้าเดียว และยังไม่มีข้อความแสดงปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ขึ้นมาก็ยังใช้งานได้ดีเช่นเดิม ส่วน Battery Health ที่ 80-100% ถือว่ายังอยู่ในสภาพดี แต่ระยะเวลาใช้งานจะลดลงไปตามประสิทธิภาพการเก็บประจุในแบตเตอรี่ ถ้าอยู่ในช่วง 70-79% ก็ยังพอใช้งานได้อยู่ แต่ระยะเวลาใช้งานก็จะลดลงอย่างชัดเจน ถ้าต่ำกว่านั้นก็ถือว่าแบตเตอรี่ในไอโฟนเครื่องนั้นเสื่อมสภาพแล้ว และควรเอาไปเปลี่ยนจะดีที่สุด เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันต่าง ๆ เช่นเครื่องดับกะทันหัน, แบตบวมหรือระเบิดเป็นต้น

ถนอมแบตไอโฟนอย่างไร จะได้ใช้งานได้นานขึ้นและเสียเงินช้าลง

1. อย่าเล่นมือถือจนแบตหมดแล้วเครื่องดับไปเลย ควรชาร์จตอนแบตเตอรี่อยู่ราว 50% จะดีที่สุด เพราะทำให้แบตไม่เสื่อมเร็ว

2. ถ้าเลิกใช้แล้วจะเก็บไอโฟนเข้ากล่อง ห้ามเล่นจนแบตเตอรี่หมด 0% เพราะแบตเตอรี่จะเข้าสู่ deep discharge state ที่ลดประสิทธิภาพการเก็บประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่ และไม่ควรชาร์จ 100% ก่อนเก็บเข้ากล่องเช่นกันเพราะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วและเก็บประจุไม่อยู่ ควรอยู่ราว 50%

3. ควรปิดเครื่องเสมอเมื่อไม่ใช้งานแล้ว ไม่ให้เปลืองพลังงานโดยไม่จำเป็น

4. ถ้าเก็บเครื่องเอาไว้นานเกิน 6 เดือน ควรชาร์จไว้ 50% จากนั้นชาร์จให้กลับมา 50% ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อถนอมสภาพแบตเตอรี่

5. เวลาชาร์จแบตให้เครื่องที่เก็บเกิน 6 เดือน ควรใช้ปลั๊กที่สเปคเหมาะสมกับไอโฟนรุ่นนั้น ๆ แล้วชาร์จทิ้งไว้ 20 นาทีก่อนนำมาใช้งาน

6. แนะนำให้ใช้งานในสถานที่เย็น ไม่ชื้นเกินไปและอุณหภูมิควรอยู่ราว 32 องศาเซลเซียสจะดีที่สุด ในกรณีนี้สำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน คือพยายามเลี่ยงการเล่นกลางแดด เป็นไปได้ควรหาของใช้มาบังแดดสักหน่อยจะดีที่สุด

เปลี่ยนแบตไอโฟน

ที่มา https://notebookspec.com/web/595408-change-iphone-battery-cost

ซ่อมศูนย์หรือร้านตู้ แบบไหนดีกว่า?

ตรรกะหนึ่งของผู้ใช้มือถือทุกรุ่นไม่จำเป็นต้องเป็นไอโฟนก็ได้ มักจะคิดว่าถ้าเครื่องหมดประกันแล้วจะเข้าศูนย์ทำไมให้แพงกว่า? ซึ่งความคิดนี้ส่วนตัวได้ยินจากคนรอบตัวอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกรณี เปลี่ยนแบตไอโฟน ที่เป็นชิ้นส่วนพื้นฐานที่ช่างที่ไหนก็เปลี่ยนได้ แค่เอาเครื่องเป่าลมร้อนยิงให้ซีลและกาวเสื่อมสภาพก็แกะเครื่องและจัดการเปลี่ยนแบตได้แล้ว แต่สำหรับไอโฟน การหมดประกัน 1 ปีแรกก็จะเพิ่มเรื่องค่าแรงช่างและค่าอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนเข้ามา ซึ่งราคาค่าเปลี่ยนแม้จะแพงกว่าก็ตาม แต่การนำ

เครื่องไปซ่อมกับศูนย์นั้นจะมั่นใจว่าเครื่องของเราจะได้รับการเซอร์วิสที่ดีตามมาตรฐานของผู้ผลิต ตัวเครื่องหลังซ่อมเสร็จก็อยู่ในสภาพดีไม่มีปัญหา และตัวเครื่องรุ่นที่เพิ่มฟีเจอร์กันน้ำและฝุ่นก็ยังกันได้ตามเดิม ถ้าเอาไปทำกับร้านตู้ นอกจาก “ช่างเลี้ยงไข้หรือวางยา” ให้เครื่องใช้งานไปได้สักพักแล้วต้องมีปัญหาตามมา จนต้องเอามาซ่อมอีกแล้วเสียเงินไม่รู้จักจบจักสิ้น บางร้านก็เอาอะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐานมาให้ ที่แย่กว่านั้นและเชื่อว่าผู้ใช้เจ้าของไอโฟนหลายเครื่องรู้กันดี คือ ถ้าไอโฟนเครื่องนั้น ๆ โดนแกะ

โดยช่างคนอื่นที่ไม่ใช่ช่างของทาง Apple แล้ว ทางศูนย์บริการของ Apple ก็จะไม่รับเครื่องกลับเข้ามาในระบบการซ่อมเครื่องอีกเลย ซึ่งถ้าเป็นไปได้ผู้เขียนก็แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ ก็ควรเอาเครื่องเข้าศูนย์แล้วใช้บริการซ่อมแซมที่ได้มาตรฐานไปเลยจะดีที่สุด ถึงจะแพงแต่มั่นใจไม่เสียอารมณ์ ใช้มือถือทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องเสี่ยงกับช่างนอกศูนย์บริการที่อาจจะได้เสียเงินฟรีและเสียอารมณ์จนต้องมาตั้งกระทู้เตือนภัยแบบนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ร้านตู้ที่ให้บริการดี ช่างมีฝีมือและใช้ชิ้นส่วนได้มาตรฐานและราคาย่อมเยาว์กว่าการเอาเข้าศูนย์บริการก็ยังมีให้บริการอยู่หลายแห่ง ซึ่งร้านกลุ่มนี้ก็ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายในการเอาไอโฟนไปซ่อมหรือเปลี่ยนแบตได้ และมีคนแนะนำบอกต่อกันอย่างต่อเนื่องในเพจเฟสบุ๊คต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งถ้าใครได้เจอร้านตู้ที่ดี มีจรรยาบรรณต่อลูกค้าก็เป็นร้านทางเลือกที่ดีเช่นกัน ส่วนใครที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเงินแล้วไม่อยากลุ้นกับบริการจากร้านตู้ล่ะก็ ก็แนะนำให้เอาเข้าศูนย์บริการไปเลยจะดีที่สุด เรียกว่าเจ็บแต่จบนั่นเอง